| Profilo di nootnaree"Serendipity"FotoBlogElenchi | Guida |
"Serendipity"Sweetie & Banky |
||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
03 luglio จดหมายถึงคุณตาผู้ล่วงลับ ฉบับวันที่ 2 กค 52บ้านผึ้งที่เมนโทน รัฐวิกตอเรีย ประเทศออสเตรเลีย
วันพฤหัสบดีที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2552
ถึงคุณตาผู้ล่วงลับ (Dear Late-Grandfather)
ตาจ๋า นี่คือจดหมายฉบับแรกที่ผึ้งเขียนถึงตาที่รักหลังจากที่ตาได้เสียชีวิตไปแล้ว นับจากวันที่ตาเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งในถุงน้ำดี เมื่อประมาณ 20 ปี ที่แล้ว หลานคนนี้เฝ้าคิดถึงตาทุกวัน บ่อยครั้งที่ผึ้งฝันว่าตายังมีชีวิตอยู่ ที่หายไปหลายปีเพียงเพราะว่าตาไปเที่ยวพักผ่อน แล้ววันหนึ่งตาก็กลับมาหาพวกเรา ผึ้งเฝ้าฝันเช่นนี้อยู่หลายครั้ง ในความฝันมันใกล้เคียงกับความเป็นจริงมาก ตาเหมือนมีตัวตน มีเลือดเนื้อเช่นเดียวกับพวกเรา ผึ้งอยากเข้าไปกอดตา ไปสัมผัสตัวตนที่เห็นอยู่ข้างหน้าให้สมกับความคิดถึงที่สั่งสมมาตลอดหลายปี ในขณะที่ผึ้งกำลังเขียนจดหมายอยู่นี้ ผึ้งก็ร้องไห้เช่นเดียวกับวันที่รู้ว่าตาได้จากพวกเราไปอย่างไม่มีวันกลับ แต่ภาพของตาสำหรับผึ้งแล้ว มันไม่เคยจางหายไปจากความทรงจำและหัวใจของผึ้งเลยค่ะ ตาเป็นชายชราที่มีบุคลิกภาพอ่อนโยน ใจดี และตามใจหลานคนนี้เป็นอย่างมาก อีกทั้งตายังได้ชื่อว่าเป็นบุคคลที่มีความสามารถและมีวิสัยทัศน์กว้างไกลคนหนึ่ง ตำแหน่งสุดท้ายทางราชการของตาคือ นายช่างเทศบาลเมืองสกลนคร หลังจากตาเบนเข็มจากการเป็นข้าราชการมาเป็นพนักงานบริษัทเอกชน ตาทำงานหนักมากขึ้น ผึ้งไม่คิดว่าคนวัยอย่างตาจะต้องเดินทางฝ่าการจราจรที่ติดขัดในกรุงเทพฯ เพื่อไปทำงานประจำที่ตึกใบหยกทาวเวอร์ 1 ซึ่งตั้งอยู่ ณ ใจกลางเมืองหลวง (ในขณะนั้นเพิ่งจะมีการเริ่มก่อสร้างตึกที่สูงที่สุดในประเทศไทยขึ้น ในย่านประตูน้ำ-อินทรา) ในความคิดของผึ้ง ตาน่าจะได้พักผ่อนอยู่บ้านให้สบาย เช่นเดียวกับผู้สูงอายุคนอื่นๆมากกว่า จะด้วยความขยันหรือความเป็นผู้ที่ไม่ยอมหยุดอยู่กับที่ของตา ทำให้ผึ้งได้มีโอกาสไปเที่ยวเมืองหลวง และจังหวัดท่องเที่ยวอื่นๆ แทบจะทุกครั้งที่โรงเรียนปิดภาคเรียน ผึ้งได้เปิดหูเปิดตา ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ จากตาเสมอในแบบที่เด็กต่างจังหวัดบางคนไม่เคยได้สัมผัส ผึ้งภูมิใจที่ได้เห็นวัดพระแก้ว ภูเขาทอง พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ และ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์) ก่อนใครเพื่อนในชั้นเรียนเดียวกัน ผึ้งจำได้ว่าตากับยายมักจะพาผึ้งไปเล่นว่าวที่สนามหลวงในช่วงฤดูร้อนของปี นั่นเป็นการปิดภาคเรียนที่มีคุณค่าสำหรับผึ้งเสมอ ผึ้งอยากจะขอบพระคุณคุณตาและคุณยายมากที่ได้หยิบยื่นโอกาสดีๆ เช่นนี้ให้กับหลานคนแรกของท่าน หลายปีที่ผ่านมาผึ้งได้เติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่มีทั้งความรู้และคุณธรรม ผึ้งอ่านหนังสือได้คล่องแคล่วและมีความสนใจในเรื่องการอ่านเป็นอย่างยิ่ง อีกทั้งผึ้งยังเป็นพุทธศาสนิกชนที่รักษาศีลห้าอย่างเคร่งครัด (ผึ้งไม่ดื่มสุราแน่นอนค่ะ) เชื่อว่าสิ่งดีๆทั้งหลายที่หล่อหลอมรวมเป็นผึ้งทุกวันนี้ คงมาจากบางส่วนในตัวตนของคุณตาเป็นแน่ค่ะ
หลังจากที่ตาเสียชีวิต คงไม่มีใครได้เขียนจดหมายถึงคุณตาสักคน แต่เราก็ยังเก็บรักษาจดหมายเก่าๆที่คุณตาเขียนหาเท่าชีวิต ผึ้งร้องไห้ทุกครั้งที่หยิบจดหมายฉบับนั้นขึ้นมาอ่าน ลายมือของตาชัดเจน อ่านง่ายและทำให้ผึ้งอิ่มเอมอยู่เสมอ ที่ร้องไห้ก็เพราะความคิดถึงเท่านั้นค่ะ ตาอย่าได้เป็นห่วงเลย ผึ้งไม่รู้ว่าในขณะนี้ตาไปอยู่ในที่แห่งใด แต่ผึ้งเชื่อเสมอว่า คนแก่ใจดีอย่างตา จะต้องอยู่ในสถานที่ที่มีความสุขแน่นอนค่ะ ที่นั่นคงจะมีอาหารอุดมสมบูรณ์ ตาคงจะมีเสื้อผ้าสวยๆใส่ และมีความสุขไม่ต่างจากพวกเราที่ยังมีชีวิตอยู่ ตาจ๋า หลังจากที่ไม่มีตาแล้ว ผึ้งได้ไปเที่ยวต่างจังหวัดน้อยลงในช่วงปิดภาคเรียน อาจจะเป็นเพราะว่าผึ้งกำลังเริ่มโตเป็นสาว ผึ้งกำลังจะจบชั้นประถมศึกษาและต้องขยันอ่านหนังสือเพื่อสอบเข้าเรียนต่อในระดับสูงต่อไป ในจดหมายของตา ตาเขียนว่า “อยากให้น้ำผึ้งเป็นเด็กดี และเรียนเก่ง” ผึ้งคิดว่าผึ้งคงทำให้ตาพอใจได้สำหรับการเป็นเด็กดีและเรียนเก่ง (ในแบบของผึ้ง) ค่ะ ตาคงไม่มีโอกาสได้รู้หรอกว่าผึ้งสอบเข้าโรงเรียนสกลราชวิทยานุกูล ได้ลำดับที่ 15 ผึ้งเก่งใช่ไหมล่ะคะ เรียนหนังสือได้เกรดเฉลี่ย สามกว่าๆ ตลอดจนจบชั้นมัธยมปลาย แต่ก็ใช่ว่าผึ้งจะเก่งทุกวิชานะคะตา ผึ้งเรียนสายวิทยาศาสตร์ – คณิตศาสตร์ แต่กลับไปได้ดีในวิชาภาษาอังกฤษ อย่างนี้ต้องเรียกว่า ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น แต่ถึงป่านนี้ผึ้งก็ยังเก่งได้ไม่เท่าแม่สักที คงต้องสั่งสมความรู้จนกว่าจะมีอายุสักห้าสิบกว่าๆ ก่อน ถึงจะพอสูสีกับแม่ได้ ในจดหมายฉบับเดิมของตายังอ้างถึงน้าเจมส์ว่า “เรียนเก่งสามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ที่ม.เชียงใหม่ น้ำผึ้งต้องเรียนให้เก่งแบบนั้นนะ” ตาจ๋า อาจจะเป็นเพราะวันนั้นก็ได้ที่ตาพาผึ้งไปเดินเล่นแถวหน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผึ้งก็เลยได้เข้าไปเรียนที่นั่นสมใจ ถ้าตาได้รับรู้ความจริงข้อนี้คงจะยิ้มไม่หุบแน่
ช่วงเวลาที่ตาไม่อยู่ ตาคงไม่รู้หรอกว่าพวกเราคิดถึงตามากแค่ไหน นอกจากผึ้งแล้วก็ยังมีคุณยายอีกคนที่ทั้งรักและคิดถึงตามาก ผึ้งเห็นยายเอารูปถ่ายของตามาติดฝาผนังบ้านด้วยค่ะ ยายคงอยากจะมีตาไว้เป็นเพื่อนคุยเช่นทุกครั้งตลอดชีวิตสมรสของยาย ตาคงไม่ทราบใช่ไหมคะว่ายายนอนคนเดียวในห้องนอนของผึ้งที่ยกให้เป็นกรรมสิทธิ์ของยายมานานหลายสิบปีแล้ว ผึ้งไม่แน่ใจว่าเวลายายเข้านอนแล้วนอนไม่หลับยายคิดถึงตาหรือเปล่า หรือยายอาจจะพูดกับตาอยู่ในใจเสมอๆ ก็ได้ ยายมักจะบอกผึ้งว่า ถ้าตาได้รับรู้ว่าหลานเรียนจบปริญญาเอก ปริญญาโท (จริงๆแค่ปริญญาโทค่ะ ยังไม่ถึงเอก) และยังมีโอกาสได้ไปต่างประเทศ ตาคงจะปลื้มใจไม่น้อยเลยทีเดียว ยายบอกเสมอว่า ตาเป็นคนที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล ตามักจะเก็บสะสมข้อมูลเรื่องการเรียนต่อต่างประเทศ และสนับสนุนให้หลานได้ไปเรียนที่นั่น ตอนนี้ก็คงจะสมใจตาแล้วล่ะค่ะ ตาจ๋า ผึ้งลืมบอกตาไปว่า ผึ้งแต่งงานแล้วนะคะ ตาดีใจไหม ถึงแม้ว่านี่จะไม่ใช่หนึ่งในสิ่งที่ตาหมายมั่นจะให้ผึ้งเป็น (บุคคลที่มีสามี) เพราะช่วงชีวิตที่ตาได้รู้จักกับผึ้งมันแค่ 10 ปีเองนี่คะ ตาก็เลยไม่ได้เขียนลงไปในจดหมาย แต่ผึ้งมั่นใจว่า ตาต้องดีใจกับผึ้งแน่นอนค่ะ ถ้าตาได้รู้จักสามีของผึ้ง สามีของผึ้งชื่อแบงค์ค่ะตา ชื่อจริงคือ นายธนา ศุภวิรัชบัญชา เป็นชาวกรุงเทพฯ โดยกำเนิด แบงค์มาจากครอบครัวคนจีน เกิดและเติบโตที่ฝั่งธนฯ ย่านจรัญสนิทวงศ์ ตาคงไม่ว่าอะไรใช่ไหมคะที่ผึ้งแต่งงานกับคนไทยเชื้อสายจีน ถ้าเป็นสมัยก่อน ครอบครัวคนจีนจะไม่ยอมรับสะใภ้คนไทยง่ายๆ ส่วนครอบครัวคนไทยอย่างเราก็คงไม่ได้พิสมัยลูกเขยคนจีนสักเท่าไรนัก แต่ปัจจุบันความเชื่อเหล่านี้ได้เปลี่ยนไปแล้วล่ะค่ะ คนจีนคนไทยหากรักกันจริงๆ ก็คงจะไม่มีผู้ใดคัดค้านได้ ผึ้งถือว่าโชคดีมากที่ได้สามีดี ขยันขันแข็ง ช่างเอาใจ และมีคุณธรรม แบงค์ถือได้ว่าเป็นหลานเขยอันดับหนึ่งในดวงใจของคุณยาย (เพราะมีหลานเขยคนเดียว) เพราะช่างเจรจากับคนแก่ คอยถามยายเสมอว่าสบายดีไหม เป็นอย่างไรบ้าง รวมทั้งหมั่นเขียนจดหมายไปหาคุณยายด้วยค่ะ หากตาได้รู้จักแบงค์ คงมีเรื่องได้คุยกันมากมาย เพราะแบงค์เขาใฝ่รู้อยู่เสมอ เขาเรียนด้านวิศวกรรมซึ่งก็ตรงกับสาขาที่ตาจบมา ดังนั้นตากับหลานเขยคงจะได้แนะนำอะไรดีๆให้กันและกันไม่มากก็น้อย
คืนนี้ผึ้งขอจบจดหมายเพียงเท่านี้นะคะ หวังว่าข้อความทั้งหมดที่ได้เขียนมาจะสามารถส่งถึงคุณตาที่อยู่ในดินแดนที่ผึ้งยังไปไม่ถึงได้ ขอให้คุณตามีความสุขค่ะ
ราตรีสวัสดิ์
“น้ำผึ้งหลานรักของตา”
28 giugno ชีวิตแม่บ้าน A Super housewife's life(เขียนไว้เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2552)
กลับมาเขียนไดอะรี่อีกแล้วล่ะ เพิ่งได้แรงบันดาลใจสดๆร้อนๆ มาจากอีเมลฉบับเก่าๆที่เราเขียนเล่าเรื่องสมัยไปแคมป์ที่อเมริกา ส่งมาให้แบงค์และชาวบ้านได้อ่าน งานนี้ต้องขอขอบพระคุณแบงค์อย่างแรงที่อุตส่าห์เก็บอีเมลของเราไว้ทุกฉบับ ทั้งๆที่ตอนนั้นเรายังไม่ได้เป็นแฟนกันเลย หุหุ พอเปิดอ่านเรื่องราวที่ผ่านๆมาทำให้เราได้หวนคิดถึงมันอีกครั้ง ความรู้สึกในอดีตและประสบการณ์ที่ผ่านมามันน่าจดจำเหมือนกันนะเนี่ย
คราวนี้เลยได้แรงบันดาลใจในการเขียนเรื่อง (ไร้สาระ) มาเพียบเลย อิอิ
ช่วงนี้เราไม่ค่อยสบายกายสักเท่าไร เป็นไข้เป็นหวัดคัดจมูกน้ำมูกไหลอยู่อย่างนั้น ไม่หายสักที บ้างก็ไอ ค่อกๆ แค่กๆ ให้ได้รำคาญกันขึ้นมา ก็รู้อยู่ว่ายาที่นี่มันแพง ยังจะมาป่วยอีกนะนุชนรี ตอนนี้ยังมีอาการมึนๆ แทรกซ้อนเข้ามา ไม่รู้ว่าเกิดจากการกินยามั่วไปมั่วมาหรือว่าเกิดจากการนอนเกินความจำเป็นกันแน่ ตั้งแต่ป่วยนี่เราเล่นนอนวันละ 12-15 ชั่วโมง โดยไม่รู้สึกผิด ก็มีโอกาสได้นอนเยอะๆ แล้วนี่ หาโอกาสนอนมันซะเลย แหะ แหะ
มีหลายคนถามว่า อยู่ออสเตรเลียน่ะวันๆ ทำอะไรบ้าง ไม่ได้ออกไปข้างนอกบ้างเลยหรือ อาชีพแม่บ้านก็ต้องทำงานบ้านสิคะ จริงไหม งานหลักที่ต้องทำเป็นประจำทุกวันก็คือ การเตรียมอาหารเช้า เที่ยง เย็น ไว้ให้แบงค์ ทำความสะอาดบ้านนี่ สัปดาห์ละครั้งก็พอ ถ้าทำทุกวันจะ perfect ไปหน่อย เดี๋ยวเขาหาว่าบ้านนี้จ้างคนใช้ด้วยเหรอ หุหุ จริงๆ แล้วนี่คือข้ออ้างของคนขี้เกียจนั่นเองค่ะ ส่วนเรื่องซักผ้ารีดผ้านั้นก็ทำสัปดาห์ละครั้งเช่นกัน ที่นี่เราใช้ระบบซักผ้าอบผ้าแบบยอดเหรียญค่ะ ซักครั้งละ 2 เหรียญ ส่วนการอบผ้านั้นใช้ 1 เหรียญต่อ 1 ชั่วโมง แต่โดยปกติแล้วกว่าผ้าจะแห้งก็ปาเข้าไป 2 ชั่วโมงโน่นเลยค่ะ
นอกเหนือจากงานบ้านแล้ว ยังมีสิ่งอื่นๆที่ช่วยให้แม่บ้านสมองไหลอย่างเราไม่เบื่อมากเท่าไรก็คือ การทำงานศิลปะ (เรียกซะไฮโซ) กิ๊กๆ ก๊อกๆ ไปวันๆ ไอ้งานศิลปะที่ว่านั้นก็คือ scrapbook และ handmade card นั่นเองค่ะ นี่คือหนึ่งในสิ่งที่เราทำแล้วรู้สึกว่ามีความสุขจริงๆ เป็นสิ่งพิเศษที่ทำแล้วไม่เคยรู้สึกเบื่อเลย ขนาดนั่งทำได้ทั้งวันทั้งคืน คิดดูแล้วกัน แต่บางทีการนั่งทำของพวกนี้มากๆ ก็ทำให้เกิดอาการปวดหลังได้ เพราะต้องก้มๆ เงยๆ อยู่บ่อยๆ แต่ยังไงก็ต้องขอบคุณสิ่งนี้ที่ทำให้เราได้ค้นพบความสามารถอีกหนึ่งอย่างที่ซ่อนอยู่ในตัวเรา
ในแต่ละวัน เรามีสิ่งจำเป็นที่เรียกว่า ต้องทำอย่างจริงจัง ซึ่งก็คือ การสมัครงาน ถึงแม้ว่าช่วงนี้สภาพ เศรษฐกิจของออสเตรเลียหรือไม่ว่าที่ไหนในโลกจะย่ำแย่อย่างไรก็ตาม แต่เราก็ต้องตั้งหน้าตั้งตาหางานต่อไปโดยไม่ย่อท้อ เพราะยังไงแล้ว เราก็ยังต้องการเงินเพื่อเอามาเลี้ยงปากเลี้ยงท้องอยู่ทุกๆวัน หากไม่หางานก็จะไม่ได้งาน หากไม่ทำงานก็จะไม่มีเงิน และไม่มีข้าวกินในที่สุด ดังนั้น นี่คือสิ่งสำคัญอันดับแรกที่เราต้องทำในแต่ละวัน
ความบันเทิงเริงรมย์ในชีวิตประจำวันของเรานั้น ได้มาจากการรับสื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสื่อโทรทัศน์ หรือสื่ออินเตอร์เน็ต ซึ่งเป็นเพื่อนแท้ของแม่บ้านยุคดิจิตอลทุกคนค่ะ รายการทีวีที่เราดูทุกวันแล้วติดงอมแงม รู้สึกจะมีอยู่แค่รายการเดียวก็คือ Ellen จริงๆ แล้ว Eellen เป็นวาไรตี้โชว์ของฝั่งอเมริกา แต่ทีวีของออสเตรเลียซื้อมาฉายเป็นประจำทุกวัน จึงทำให้เราได้มีโอกาสดูรายการจากดินแดนอันไกลโพ้นบ้าง Ellen เป็นชื่อของพิธีกรและเจ้าของรายการวาไรตี้ยอดฮิตขวัญใจแม่บ้าน เนื้อหาในรายการก็หนีไม่พ้นการสัมภาษณ์แขกรับเชิญผู้มีชื่อเสียง มีความสามารถและกำลังเป็นที่กล่าวขวัญถึงอยู่ในขณะนั้น จริงๆ แล้วแนวทางก็ใกล้เคียงกับรายการตีสิบหรือ At 10 บ้านเรานั่นเอง เพียงแต่รายการของ Ellen เขาให้โอกาสคนทางบ้านและผู้ที่เข้ามาชมรายการในสตูดิโอได้มีส่วนร่วมกับทางรายการเป็นอย่างมาก รวมทั้งยังได้ของรางวัลพิเศษอย่างเช่น รถใหม่ป้ายแดง หรือตั๋วท่องเที่ยวซึ่งคิดมูลค่าแล้วก็มหาศาลอยู่ สาเหตุที่เราโปรรายการนี้ก็เพราะว่าเราชอบดูเวลาที่ Ellen ชีเซอร์ไพรซ์คนทางบ้าน มันเหมือนอยู่ๆ เราก็ถูกลอตเตอรี่รางวัลที่ 1 อะไรอย่างนั้นน่ะค่ะ Ellen จะชอบสร้างความประหลาดใจให้กับคนทางบ้านที่เขียนจดหมายเข้ามาในรายการ โดยให้พิธีกรนอกสถานที่เป็นคนไม่แอบซุ่มดูแถวบ้านผู้ชมท่านนั้นอยู่ห่างๆ แล้ว Ellen ก็จะโทรศัพท์เข้าไปหาผู้โชคดีที่ชีต้องการจะเซอร์ไพรส์ พอแม่สาวผู้โชคดีคนนั้นได้รับโทรศัพท์แล้วรู้ว่า เสียงจากปลายสายคือ Ellen เจ้าของรายการสุดฮิตในอเมริกา หล่อนก็จะร้องกรี๊ดดดดดดดดดดดด บ้านแตกไปเลยค่ะ คนดูทางบ้านอย่างเรา เห็นแล้วก็งงๆ ว่าอะไรมันจะตื่นเต้นขนาดนั้น หรือว่านี่คือวัฒนธรรมแบบอเมริกันชนที่อะไรก็ต้องเว่อเสียให้ได้ ส่วนเกมที่ Ellen จัดให้แม่สาวนักกรี๊ดได้ร่วมสนุกก็คือ การเข้าไปอยู่ในตู้เงิน ขอบอกว่า US Dollar note จริงๆ ค่ะ เป็นร้อยๆ พันๆ ใบ เลยทีเดียว ต่อจากนั้น พิธีกรภาคสนามก็จะจับเวลาให้ผู้ที่ร่วมสนุกได้โกยเงินมากเท่าที่ตัวเองต้องการ สิ่งที่น่าขันจากเกมนี้ก็คือ ท่าทาง และวิธีโกยเงินของแม่สาวผู้โชคดีเหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็นการยัดธนบัตรเข้าไปในชุดชั้นใน หรือกางเกงในอะไรก็สุดแท้แต่หล่อนจะทำ นี่แหละค่ะ คือ ไฮไลท์ของ Ellen และยังเป็นเหตุผลที่ทำไม Ellen จึงโด่งดังเป็นพลุแตกในอเมริกา แถมยังลามมาถึงดินแดน Down Under อย่าง ออสเตรเลียด้วย
วกกลับมาเรื่องแม่บ้านๆของเราบ้าง หลายครั้งที่เรารู้สึกเบื่อกับการต้องทำอะไรเหมือนเดิมซ้ำๆทุกวัน ทุกเดือน คนที่เคยป่าวประกาศว่าชีวิตนี้ฉันมีความใฝ่ฝันอยากเป็นแม่บ้านนั้น ตอนนี้คนคนนั้นเริ่มจะเปลี่ยนความตั้งใจแล้วสิ หลังจากที่ได้คลุกคลีอยู่กับงานบ้านมาตลอด 3 เดือน เราไม่รู้สึกว่าการดูดฝุ่น ขัดห้องน้ำ ซักผ้ารีดผ้า และทำอาหาร มันเป็นสิ่งที่สนุกและน่าตื่นเต้นอีกต่อไป
รายการอาหารที่เคยคิดสร้างสรรค์เปลี่ยนแปลงไปทุกสัปดาห์ ตอนนี้ลิสต์รายชื่ออาหารทั้งหลายมันได้วกกลับมาเป็นเหมือนเดิมอีกแล้วล่ะ เมนูอาหารจานเด็ดของบ้านเราวนไปวนมาอยู่กับอาหารเพียงไม่กี่ชนิด ได้แก่ ไข่/ไก่พะโล้ สปาเกตตี้มีทบอล ไข่เจียวกุ้งสับ หมูย่างข้าวเหนียว สุ้กี้ยากี้ แล้วสัปดาห์หน้าก็จะวนแบบนี้ไปเรื่อยๆ ช่างน่าเศร้าจริงๆ ที่แม่บ้านเริ่มหมดไอเดียในเรื่องทำอาหารแล้ว แต่สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับชีวิตแม่บ้านของเราก็คือ การมีพ่อบ้านที่น่ารัก คอยช่วยงานบ้านเสมอ หากเห็นว่าแม่บ้านรู้สึกเหนื่อยและเบื่อเต็มที รวมทั้งยังทานอาหารง่ายอีกด้วย
จริงๆ แค่นี้น่าจะทำให้แม่บ้านอย่างเรามีความสุขได้แล้ว อย่างน้อยเธอก็ไม่ต้องออกไปเผชิญโลกภายนอกด้วยตัวเธอเอง
10 giugno กรณีภรรยานินทาสามี ตั้งแต่แต่งการแต่งการมีสามีกับเขามาเกือบครึ่งปี ก็ยังไม่เค้ย ไม่เคยแม้แต่ครั้งเดียวที่จะแอบย่องมานินทาคุณสามีให้คนนอกบ้านได้รับทราบกันอย่างถ้วนทั่ว พอดีเพิ่งได้รับอนุญาตจากคุณสามีบังเกิดเกล้าให้เขียนพาดพิงถึงได้ ก็เลยเอาโอกาสประจวบเหมาะวันนี้ล่ะค่ะมาร่ายกัน สามีสุดที่รักของผึ้งชื่ออะไรนั้นคงจะไม่ต้องบอกหรือคงไม่ต้องเอาหลักฐานมายืนยันกันถึงในบล็อกนี้หรอกนะคะ ก็เรารู้ๆ กันอยู่ สามีของผึ้งมีอะไรหลายๆ อย่างที่น่าเหลือเชื่อ หลายอย่างที่ผึ้งเพิ่งจะมาค้นพบเอาตอนหลังแต่งงานนี่ก็มีค่ะ เรามาเริ่มกันที่ข้อ 1 เลยดีกว่า 1. สามีของผึ้งเป็นคนทานเก่งมากๆ เขาสามารถทานทุกอย่างที่ขวางหน้าไม่ว่าจะเป็นอาหารคาว อาหารหวาน หรือผักผลไม้ ก็ไม่มีปริปากบ่นสักคำ ผึ้งทำอาหารให้ทานเท่าไรเขาก็สามารถทานได้หมด จะมีอิดออดแค่ตอนแรกๆ ที่เขาบอกว่าอิ่มแล้ว ก็ด้วยความที่เสียดายของ เขาก็เลยทานสิ่งที่อยู่ตรงหน้าได้หมดราบคาบ แต่สิ่งที่น่าประหลาดใจก็คือ ถึงแม้ว่าเขาจะทานจุ ทานเยอะ หิวเร็ว แต่เขายังคงมีร่างกายที่ผอมเพรียวต่างจากผึ้งนัก อย่างนี้ใช่ไหมคะ ที่เรียกว่าเหลือเชื่อ 2. สามีของผึ้งเป็นผู้ชายที่มีความเป็นระเบียบ และสะอาดมากๆ เขาไม่ชอบคนที่วางของไม่เป็นที่เป็นทาง เก็บของไม่เป็นระเบียบ จะเก็บอะไรทีนึงจะต้องทำอย่างละเอียด รอบคอบ อย่าได้มีช่องว่างให้เขาติได้เป็นอันขาด วันก่อนผึ้งลงมือทำความสะอาดห้องน้ำ ล้างอ่างอาบน้ำ อ่างล้างหน้า รวมไปถึงผ้าม่านพลาสติกสำหรับอ่างอาบน้ำของเราด้วย ด้วยความที่เราใช้ผ้าม่านนั้นมาได้สักพักใหญ่ๆ คราบสกปรกและราก็เลยเกาะติดที่ปลายผ้า ซึ่งยากแก่การที่จะขจัดมันออก ผึ้งก็เลยตัดสินใจจะเอาผ้าม่านไปตากแดดเผื่อแสงแดดอาจจะสามารถฆ่าเชื้อราได้ แต่ช้าไปค่ะ สามีผึ้งมาพบเข้า เขาก็เลยลงทุนนั่งขัดผ้าม่านอยู่นาน จนเอี่ยมอ่องราวกับเป็นของใหม่ เราเลยได้ผ้าม่านสวยๆ กลับมาใช้เหมือนเดิม นี่ก็ต้องขอบคุณความเป็นคนรักความสะอาดและเจ้าระเบียบของเขาล่ะ 3. สามีผึ้งเป็นคนที่ร้องเพลงได้คีย์เดียว คือ คีย์คอรัส เวลาว่างๆ เสาร์อาทิตย์ ถ้าไม่ได้ออกไปข้างนอก เราสองคนมักจะเปิดเพลงฟังเพื่อความเพลิดเพลิน แล้วก็ร้องตามไปด้วย บางครั้งเวลาที่ผึ้ง concentrate กับการร้องเพลงของตัวเองมากเกินไป เราก็ไม่ทันได้สังเ้กตเวลาที่สามีร้อง แต่พอเราตั้งใจเงี่ยหูฟังดีๆ เราจึงพบว่า สามีเราร้องเพลงคีย์คอรัสจริงๆค่ะ ร้องได้คีย์เดียวด้วยสิ ซึ่งไม่ตรงกับคีย์ที่นักร้องmain เขาร้องเลยสักท่อนเดียว ฮ่าฮ่าฮ่า เรื่องอย่างนี้มันขึ้นอยู่กับพรสวรรค์ส่วนตัวของใครของมันค่า ^ ^ 4. สามีผึ้งเป็นมนุษย์ขี้ลืมค่ะ ลืมได้แม้กระทั่งวันเกิดของภรรยา มีอยู่ครั้งหนึ่ง ผึ้งแกล้งส่งอีเมลไปถามว่า ผึ้งเกิดวันที่เท่าไร สามีรีบตอบอีเมลกลับมาทันใดว่า วันที่ 31 พฤศจิกายน พอเราได้รับอีเมลนั้น เราถึงกับงอนเลยทีเดียว เพราะขนาดวันเกิดของภรรยายังจำผิด แล้วที่ไม่น่าให้อภัยก็คือ เดือนพฤศจิกายนมันมีแค่ 30 วันเองนี่คะ งานนี้สามีก็เลยทั้งหน้าแตกและรู้สึกเสียใจที่จำวันสำคัญของคนรักไม่ได้ 5. สามีผึ้งเป็นนักเทศน์ที่หาตัวจับยาก ก็สามีเพิ่งสึกก่อนแต่งงานเพียง 1 วันนี่คะ เขาก็เลยยังฝักใฝ่ในรสพระธรรมอยู่ จนถึงบัดนี้ก็ยังเทศนาผึ้งอยู่เรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องธรรมะของผู้ครองเรือน หรือเรื่องอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ใครอย่าได้เริ่มสนทนาธรรมกับทิดเชียวนะ เพราะเกรงว่าจะท่านจะคุยต่อไปอีกนาน แต่นับว่าเป็นมงคลของชีวิตที่มีสามีสนใจพระธรรมเทศนาอย่างจริงจัง ผึ้งก็เลยพลอยได้อานิสงส์ไปด้วย ตอนนี้ผึ้งอ่านหนังสือธรรมะทุกคืนค่ะ ^ ^ วันนี้นินทาสามีพอหอมปากหอมคอก่อนแล้ววันหลังจะมาเม้าใหม่ ขอตัวไปทำกับข้าวเย็นก่อนนะคะ 03 giugno อันเนื่องมาจาก....สภาวะเศรษฐกิจถดถอยของโลกไม่ได้เขียนบล๊อกซะนาน เขียนทั้งทีก็เลยต้องระบายความเครียดเผื่อแผ่ชาวบ้านซะบ้าง เกิดเป็นคนเห็นแก่ตัวอย่างเรา คนใกล้ตัวก็เลยพลอยติดร่างแหไปด้วย หุหุหุ ขำขำนะ อย่าว่ากัน
ในสภาวการณ์เช่นนี้ เราแอบบอกตาล เพื่อนสาวที่หนีตามสามีไปอยู่อิตาลีว่า มีรึที่เราจะได้งานได้การทำแบบคนอื่นเขา จากเดิมที่เคยทำงานในตำแหน่งดิบดีมีหน้ามีตาในสังคมไทย พอย้ายมาอยู่ออสเตรเลียเท่านั้นแหละค่ะ ความรู้ความสามารถที่มีอยู่นั้น ดูเหมือนจะลดน้อยถอยลงไปตามสภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอยของโลกที่เขาเรียกว่า Global recession กันเลยทีเดียว ไม่รู้เป็นอะไรสิ หูที่เคยฟังภาษาไทยรู้เรื่องชัดเจน พอมาฟังภาษาอังกฤษสำเนียงออสซี่เท่านั้นแหละ งงเป็นไก่ตาแตก คล้ายๆคนหูหนวกที่คอยให้คนพูด กล่าวซ้ำอีกครั้ง ไม่รู้ว่าซ้ำเป็นรอบที่เท่าไรจึงจะเข้าใจ ส่วนปากยื่นๆที่เคยเม้าแหลกแตกกระจายกับบรรดาเพื่อนสาวที่เมืองไทยนั้นก็ดูเหมือนว่ามันจะลดประสิทธิภาพลงทันที เมื่อเริ่มพูดภาษาฝรั่ง โอ้ยยย เครียด ทำไมฉันถึงดูงกๆ เงิ่นๆ แบบนี้นะ ยังกับเด็กเพิ่งหัดพูดใหม่ น้องนีทเด็กเอก Eng ที่เพิ่งกลับเมืองไทยหลังจากมาเที่ยวที่ออสเตรเลียได้สองสัปดาห์ ก็แอบบ่นคล้ายๆ กันว่า “พี่ผึ้งคะ นีทรู้สึกว่าพูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยคล่องเลย มันติดๆ ขัดๆ ยังไงไม่รู้” แม่นแล้วน้องเอ๋ย จริงๆ เราว่าความสามารถของคนมันไม่ได้ลดลงซะทีเดียวหรอก เพียงแต่เราขาดความมั่นใจในตัวเองเท่านั้น เนื่องจากการมีฝรั่งหัวทองตัวโตๆ รายล้อมรอบตัวเรานั่นเอง จริงไหมคะ
มาว่ากันถึงบรรดางานที่เราสมัครไปแล้วบ้าง แต่ละงานล้วนเป็นงานที่ หากอยู่เมืองไทย เจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลคงจะงงเป็นไก่ตาแตกว่าทำไมคนที่จบการศึกษาระดับปริญญาโทจากต่างประเทศเช่นคุณจึงมาสมัครงานในตำแหน่งนี้ งานที่ว่า นั้นมีตั้งแต่ งานเดินแจกเอกสารและโบรชัวร์ตามบ้าน งานลูกมือเตรียมอาหารสำหรับผู้ป่วยทางจิตหรือคนพิการ งานแคชเชียร์ในปั๊มน้ำมัน และล่าสุดพนักงาน KFC อันหลังสุดนี่ล่ะค่ะ เป็นอะไรที่ช้ำใจมาก เราสมัครไปทั้งหมดสามสาขาใกล้บ้าน เจ้าหน้าที่ตอบอีเมลกลับมาภายในไม่ถึงครึ่งชั่วโมงว่า หลังจากที่เราได้พิจารณาอย่างละเอียดแล้ว พบว่า คุณไม่ผ่านการพิจารณาในการเข้ารับตำแหน่ง “พนักงานขายไก่ทอด” โอ้วว พระเจ้า เราอุตส่าห์ลงทุนทำข้อสอบออนไลน์ของ KFC เกือบ 1 ชั่วโมงเต็ม ด้วยความหวังว่า น่าจะมีสักแห่งที่เรียกเราไปสัมภาษณ์ แต่ก็เปล่าเลยค่ะ ให้มันได้อย่างนี้สิ นี่ไม่รู้ว่าเราจะโกรธตัวเอง โกรธ KFC หรือโกรธภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจดีนะ ตั้งแต่เรียนจบมาเมื่อปี 2003 ก็เพิ่งเข้าใจคำว่า “งานหายาก” มันเป็นยังไง ก็คราวนี้
หากเพื่อนๆที่อยู่เมืองไทยไม่เข้าใจว่าเราจะเครียดไปทำไมกับการหางาน ไม่ได้วันนี้ก็พยายามใหม่ในวันต่อๆไป ก็โปรดจงเข้าใจกันด้วยนะคะว่า แม้กระทั่งงานประเภท “ใช้แรงงาน” เขาก็ยังไม่ต้อนรับคนอย่างเรา แล้วงานไหนล่ะค่ะที่เราพอจะทำได้บ้าง เศร้า….. 27 marzo BETTER TOGETHERมีหลายคนแอบถามว่า ชีวิตหลังแต่งงานเป็นยังไงบ้าง
มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปหรือเปล่า สำหรับเรา จริงๆ แล้ว เราว่ามันก็ไม่ค่อยต่างจากที่เคยเป็นสักเท่าไร เพียงแต่ว่า.....
......เราได้จับมือกันอย่างถูกกฎหมาย โดยไม่ต้องกลัวคนรอบข้างแอบมองกึ่งนินทาถึงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของหนุ่มสาวคู่นี้
...........เราสองคนได้นั่งคุยกันมากขึ้น บ่อยขึ้น และนานขึ้น จากแต่ก่อนที่เคยคุยกันผ่านโทรศัพท์
ก็เปลี่ยนมาเป็นการคุยกันแบบใกล้ชิด อิอิ
แม้ในบางทีที่เราคุยกันมาก จนแอบมีงอนกันบ้างเล็กน้อย แต่แบงค์ก็มักจะง้อผึ้งเสมอ
ง้อหลังแต่งงาน ย่อมง่ายกว่าง้อก่อนแต่งงานนะคะ เพราะเราจะเล่นตัวน้อยลง ^ ^
......และสิ่งที่แน่นอนที่สุดหลังแต่งงานก็คือ เราได้ไปช้อปปิ้งด้วยกันทุกวัน
เราได้ช่วยกันซื้อเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหม่เข้าบ้าน และได้แบกข้าวของราวกับพวกบ้าหอบฟาง
อ้อ อีกอย่างก็คือ ..... เรามีไหล่อุ่นๆ ไว้ให้แอบอิงเวลาหนาวด้วยล่ะ อิอิ
|
|
||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
|